เก็บเงินไม่อยู่ ต้องรู้วิธีเก็บเงินสไตล์คนรุ่นใหม่

จากบทก่อนๆที่สอนเรื่องความจำ  หรือ การใช้กฎ 80/20  พัฒนาตัวเองให้มีคุณภาพเพิ่มขึ้น  แต่บทความนี้ผมจะเริ่ม แนะนำเกี่ยวกับการเงินดูบ้างนะครับ เพราะในการพัฒนาตัวเองเราจำเป็นต้องใส่ใจเรื่องเงินกันด้วย ผมจะเริ่มอธิบายว่าทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเก็บเงินกันไม่อยู่  เคยสังเกตสิ่งรอบตัวไหมครับสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัวเรา พยายามดึงให้เราเกิดความอยาก ไม่ว่ามือถือเครื่องใหม่  ทีวีจอแบน  Netflix  หรือ อาหารดีๆ ที่จัดเรียงไว้น่ากิน  ไม่แปลกที่คนปัจจุบันมักไม่เหลือเงินเก็บ

เรามาดูข้อเสียถ้าเราไม่มีเงินเก็บกันบ้าง เงินก็กระเป๋าเราไม่มีเก็บไม่เห็นเป็นไรหลายคนอาจมีความคิดแบบนี้ หรือเอาเงินไปใช้ตอนแก่ตอนนั้นก็ไม่มีแรงใช้เงินกันแล้ว  ผมนี้อดขำไม่ได้กับมุมมองแบบนี้ หรือข้อแก้ตัวของคนที่เก็บเงินไม่ได้ ถ้าเราไม่มีเงินเก็บสมมุติเราอายุสัก 50 ปี แล้วยังไม่มีเงินเก็บสักก้อนดูสิครับ ถ้าเกิดเหตุสุดวิสัย คุณอาจตกงานกะทันหัน หรือประสบอุบัติเหตุต้องนอนพักโรงพยาบาลหลายเดือน ถ้าไม่มีเงินเลย ชีวิตจะเป็นอย่างไร ถ้าหาทางออกโดยการกู้หนี้ เชื่อได้เลยว่าดอกเบี้ยต้องแพงมหาศาล แต่ถ้าเรามีเงินเก็บสักก้อนหนึ่ง อาจจะ 10 เท่าของเงินเดือน ซึ่งอาจเป็นเงินหลายแสน วิกฤติตรงนี้จะผ่านไปได้ไม่ลำบากเท่าไรนักผมถึงสนับสนุนให้ทุกคนมีเงินเก็บอย่างน้อยก็สัก 10 เท่าของเงินเดือนก็ยังดี ต่อไปผมจะมาแนะนำวิธีการเก็บเงิน  ทำไมคนส่วนใหญ่ถึงเก็บเงินกันไม่อยู่

วิธีเก็บเงิน

1. เข้าใจรายได้หลักมีเท่าไร  ที่ให้ทำความเข้าใจไม่ใช้ว่าดูเงินเข้าบัญชี 20,000 บาท ถูกต้องไม่ขาดไม่เกิน  แต่มันมีอะไรที่มากกว่านั้น เพราะถ้าเราเข้าใจแค่นั้นเราก็จะใช้เงินจนหมด  เราจึงต้องมีความเข้าใจให้ลึกซึ้งว่ามีรายได้แค่นี้ จะใช้อย่างไรให้เหลือเก็บ จะใช้เครื่องแต่งกายที่ราคาเท่าไรถึงเหมาะสม หรือจะกินอยู่อย่างไรถึงจะเหมาะสม ถ้าเรามีรายได้ 20,000 บาท แต่กินอย่างกับคนรวย สิ่งที่ตามมาคือหนี้สินอย่างแน่นอนครับ

2. เข้าใจรายจ่าย  รายจ่ายเป็นสิ่งที่เราสามารถคำนวณได้ก่อนว่าแต่ละเดือนเราจะมีค่าใช้จ่ายหลักๆอะไรบ้าง ถ้าเรารู้ค่าใช้จ่าย ทั้งหมดก็สามารถทำนายได้เลยว่าสินเดือนจะเหลือเงินเก็บเท่าไร  ค่าใช้จ่ายหลักๆ ผมจะยกตัวอย่างเพื่อให้เข้าใจเพิ่มยิ่งขึ้น

– ค่าน้ำมัน มันอาจไม่ตรงแต่สามารถประมาณเอาได้ หรืออาจจะนำค่าน้ำมันที่เคยจ่ายมากที่สุดมาคำนวณก็ได้

– ค่าเช่าห้อง อันนี้ตายตัวถ้าเจ้าของห้องเช่าไม่ขึ้นราคาเสียก่อน

– ค่ากินแต่ละมื้อ อันนี้อาจประมาณเอาแต่ต้องกินให้พอเหมาะกับรายได้ด้วยนะครับ

– ค่าใช้จ่ายทั่วไป  อาจซื้อเสื้อผ้า  มือถือ  ค่าอินเตอร์เน็ต  พวกนี้เราสามารถประมาณได้เช่นกันครับ

3. ทำบัญชีรายรับ – รายจ่าย  สิ่งนี้ผมเชื่อเลยว่าแต่ละครอบครัวไม่ค่อยทำกันอย่างแน่นอน เพราะมันยุ่งยากและดูไม่เห็นประโยชน์อะไรแต่ถ้าเราดูที่บัญชีรายรับ – รายจ่าย อย่างตั้งใจเราจะเข้าใจว่า ค่าใช้จ่ายมันมีทั้งค่าใช้จ่ายที่สำคัญและค่าใช้จ่ายที่ไม่สำคัญ ถ้าเราเห็นค่าใช้จ่ายที่ไม่สำคัญบ่อยๆ เข้าเราแค่ปรับเปลี่ยนนิสัย ก็ช่วยให้ประหยัดเงินได้มากแล้วครับ  ส่วนบัญชีรายรับ – รายจ่ายก็สามารถทำแบบง่ายๆ ไม่จำเป็นต้องกรอกทุกรายละเอียดก็ได้ครับ  อาจสรุปเป็นวันๆ เขียนคร่าวๆก็ได้ ทำให้ง่ายที่สุดเพื่อให้ปฏิบัติง่ายที่สุด

4. หักดิบเก็บเงินก่อนใช้ที่หลัง  เมื่อเรารู้รายรับ – รายจ่าย เราก็สามารถที่จะคาดการณ์เงินได้ว่า เราสามารถเก็บเงินได้เท่าไร เริ่มแรกอาจค่อยๆเก็บ และค่อยๆ ปรับปรุงไปเรื่อยๆ จนเป็นนิสัย ผมว่าอีกหน่อยอาจไม่ได้มีเก็บแค่หลักพัน หรือหลักหมื่น ถ้าเราเก็บไปตลอดทุกๆ เดือนอาจมีเป็นหลักแสนหรือปลักล้านเลยก็ได้ครับ

วิธีการใช้งาน

สมมุติผมมีเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท  ค่าใช้จ่ายที่ต้องเสียหลักๆ ทั้งค่าน้ำ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำมัน ค่ากิน ค่าที่พัก  คำนวณคร่าวๆ คือ 12,000 บาท ผมอาจเผื่อไว้สัก 15,000 บาท จากนั้นเราจะใช้สูตรหักดิบเลย คือจะเก็บที่ 5,000 บาท โดยฝากไว้อีกบัญชีและบัญชีนี้จะไม่ทำ ATM เพื่อป้องกันความสะดวกในการกดใช้เงิน   แต่ถ้าคิดว่ายากเกินก็ให้ เก็บที่ 3,000 บาท ก่อนก็ได้  สิ่งสำคัญไม่ใช้จำนวนเงินที่เก็บได้แต่เป็นนิสัยที่รู้จักการเก็บออมเงินเสียมากกว่า  ถ้าทำเป็นประจำคุณจะรู้จักใช้จ่ายเงินอย่างประหยัดเองอัตโนมัติ

Ruk-d.com หวังอย่างยิ่งว่าผู้อ่านจะได้ประโยชน์จากบทความนี้ เงินมันอาจไม่ใช้ทุกอย่างแต่ถ้าไม่มีเงิน  ชีวิตคุณลำบากแน่นอนครับ ขอบคุณที่อ่านบทความจาก Ruk-d.com

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *